
ลองถามตัวเองดูสิว่า เราใช้เวลาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือมานานแค่ไหนแล้ว? สำหรับใครที่ใช้งานเป็นประจำและจ้องหน้าจอเป็นเวลานานแทบทุกวัน ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า คุณอาจเสี่ยงต่อการเกิด โรคซีวีเอส (Computer Vision Syndrome) ก็เป็นได้
โรคซีวีเอส
“โรคซีวีเอส” หรือ “คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” (Computer Vision Syndrome) คือ ภาวะที่เกิดกับคนที่ใช้เวลาทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น มากกว่า 2-3 ชั่วโมง มักส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ปวดตา แสบตา ตามัว หรือแม้แต่อาการปวดหัวร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเกิดจากการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเกินไป และพบได้มากถึง 75% ของผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค
แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นสาเหตุที่ทำให้ดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้า โดยแสงเหล่านี้อาจเกิดจากความไม่เหมาะสมของแสงสว่างในห้อง เช่น แสงไฟที่ส่องโดยตรงไปยังหน้าหรือหลังจอภาพ หรือแสงจากหน้าต่างที่กระทบกับหน้าจอโดยตรง ส่งผลให้เกิดแสงสะท้อนที่รบกวนสายตาและทำให้ตาล้ารวดเร็ว
การจัดระยะห่างจากจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระยะที่สบายตา โดยปกติระยะที่เหมาะสมระหว่างดวงตากับจอภาพควรอยู่ที่ประมาณ 0.45-0.50 เมตร และตำแหน่งของจอภาพควรต่ำกว่าระดับสายตา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่สวมแว่นตาแบบสองระยะ เพื่อให้สามารถมองผ่านเลนส์สำหรับระยะใกล้ได้สะดวก
การกระพริบตาน้อยลงขณะใช้คอมพิวเตอร์ตามปกติเราจะกระพริบตาเพื่อช่วยให้น้ำตากระจายตัวคลุมผิวดวงตา โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อเราอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อัตราการกระพริบตาจะลดลง โดยเฉพาะในขณะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การกระพริบตาอาจลดลงถึง 60% ทำให้ผิวดวงตาแห้ง เกิดอาการแสบตา ฝืดตา และไม่สบายตาได้
อาการของโรคซีวีเอส
อาการทางตาที่พบได้บ่อยที่สุดใน โรคซีวีเอส ได้แก่ แสบตา เคืองตา ตาแห้ง เมื่อยตา ตาไม่สามารถทนแสงได้ บางรายอาจมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา หรือปวดกระบอกตา ซึ่งอาการเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่จะทำให้รู้สึกไม่สบายตา เช่น เห็นภาพซ้อน ปวดประสาทตา และอาจรบกวนการทำงาน แต่ไม่ทำให้ตามัวถาวร นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ เช่น ปวดคอและไหล่ร่วมด้วย
จะทำการแก้ไขและป้องกันได้อย่างไร?
- ฝึกกระพริบตาเมื่อทำงานหน้าจอทุก 1–2 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านั้น หากรู้สึกแสบตา สามารถใช้น้ำตาเทียมช่วย (ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ)
- ปรับสภาพห้องทำงานให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงแสงสะท้อนจากหน้าต่างหรือแสงไฟจากหลอดไฟเพดานที่เข้าตา อย่าจัดวางจอคอมพิวเตอร์หันไปทางหน้าต่าง การใช้แผ่นกรองแสงหรือแว่นกรองแสง (ปรึกษาหมอตาก่อน) อาจช่วยลดแสงสะท้อนที่เข้าตาได้
- จัดระยะห่างจากคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม โดยเฉลี่ยระยะห่างจากตาถึงจอภาพควรเป็น 0.45–0.50 เมตร และตั้งจอภาพสูงจากพื้นห้อง 0.72–0.75 เมตร ปรับเก้าอี้ให้นั่งสบาย โดยให้ตาอยู่สูงจากพื้นประมาณ 1.0–1.15 เมตร ตาควรอยู่สูงกว่าขอบบนของจอภาพเล็กน้อย สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้แว่นตา 2 ชั้น ควรตั้งจอให้ต่ำกว่าระดับตาเพื่อให้ตรงกับเลนส์แว่นที่ใช้มองใกล้ การตั้งจอให้ต่ำจะช่วยลดการแหงนหน้าซึ่งอาจทำให้ปวดคอและไหล่
- สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อพิจารณาใช้แว่นตาที่เหมาะสมสำหรับการมองทั้งระยะใกล้ ระยะจอภาพ และระยะไกล
- หากมีปัญหาสายตาหรือโรคตาบางอย่าง ควรทำการรักษาหรือแก้ไขปัญหาสายตาเหล่านั้นควบคู่ไปด้วย
- หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ควรพักสายตาทุก 1–2 ชั่วโมง โดยการละสายตาจากจอแล้วมองไปไกลๆ หรือหลับตาสักครู่ ก่อนกลับมาทำงานใหม่ หากเป็นไปได้ ควรจำกัดเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ต่อวันไว้ที่ 4 ชั่วโมง และใช้เวลาที่เหลือทำงานอย่างอื่นบ้าง
อย่าปล่อยให้การทำงานและการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยในแต่ละวัน ก็สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความสบายตาได้ ลองเริ่มต้นดูแลตัวเองวันนี้ เพื่อสายตาที่ดีของทุกคนนะคะ
